อาการทางจิต สุดพิศวง

Synaesthesia หรือ ซินเนสทีเซีย คืออาการที่ประสาทสัมผัสตั้งแต่ 2 อย่างขึ้นไปเกิดการรับรู้พร้อมกันนั่นเอง บุคคลที่มีอาการแบบนี้จะมีอาการแตกต่างจากคนทั่วไปคือ เช่น บางคนมองตัวเลข (หรือตัวหนังสือ) เห็นเป็นสีต่างๆ เช่น เห็นตัวเลข 1 เป็นสีชมพู และจะเห็นแบบนี้ไปตลอดชั่วชีวิต (โดยสีของตัวเลขขึ้นอยู่กับคนแต่ละคน บางคนอาจเห็นเลข 1 เป็นสีอื่นก็ได้) ขณะที่บางคนฟังเสียงดนตรีจะรู้สึกเหมือนมีอะไรมาสัมผัสผิวหนัง ส่วนอีกคนลิ้นชิมรสชาติอาหาร กลับเห็นรูปร่างตามมาด้วย หรืออีกคนสัมผัสรสชาติต่างๆ เช่น เปรี้ยว เค็ม หวาน ได้จากตัวอักษรหรือตัวหนังสือ สาเหตุของอาการดังกล่าวนี้คาดว่าเกิดจากพันธุกรรม ที่โครงสร้างสมองผิดปกติมีการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทในสมองที่มีมากเกินพอดี ส่งผลให้การรับรู้ของประสาทสัมผัสต่าง ๆ ปะปนกัน Oniomania หรือ “โรคบ้าช้อปปิ้ง” เป็นอาการทางจิตอย่างหนึ่งที่ซื้อข้าวของแบบไม่บันยะบันยัง และมักซื้อของที่ตนไม่ต้องการ บางครั้งเหมือนขาดสติ ซื้อไปโดยไม่รู้ตัว บ่อยครั้งแสดงอาการเหมือนคนเสพยา เช่นถ้าไม่ได้ไปห้างจะมีอาการทุรนทุราย เครียด หงุดหงิด สาเหตุของโรคนี้มาจากกลไกธรรมชาติของมนุษย์ที่สร้างขึ้นมาป้องกัน โรคซึมเศร้า ซึ่งตอบสนองอาการนี้โดยการโหยหาของใหม่ๆ แค่เพียงได้เห็นของใหม่ ๆ ในห้าง หรือเวลามีโฆษณาของใหม่ ๆ ทางทีวี ก็จะโหยหาและอยากช้อปเพื่อมาบรรเทาอาการซึมเศร้า…

สถานที่มหัศจรรย์ ที่ไม่คิดว่าจะมีในโลก

เกาะโซโคตร้า (Socotra Island) เกาะโซโคตร้า เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาเกาะทั้ง 4 ของประเทศเยเมน ในมหาสมุทรอินเดีย เกาะแห่งนี้เป็นเกาะที่แสนสงบและมีภูมิประเทศ ภูมิอากาศเฉพาะตัว ทำให้เหมาะแก่การเติบโตของพืชสายพันธุ์แปลก ๆ ที่หาชมไม่ได้ที่ไหน เพราะมีรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดกว่าพืชชนิดอื่นบนโลก  ซึ่งต้นไม้บางต้นคงอยู่บนเกาะนี้มานานกว่า 20 ล้านปีแล้ว จากความงดงามและความแปลกประหลาดของพืชพรรณชนิดต่าง ๆ เหล่านี้เองที่ทำให้เกาะแห่งนี้ดูราวกับเป็นสถานที่บนดาวดวงอื่น และเกาะโซโคตร้าแห่งนี้ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกแล้ว เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2008 Neuschwanstein ปราสาทเทพนิยาย นอยชวานสไตน์ ปราสาทนอยชวานสไตน์สร้างขึ้นบนยอดเขาลูกนึง ที่รายล้อมด้วยภูมิทัศน์ที่สวยงามของเทือกเขาแอลป์และทะเลสาบด้านล่าง จุดประสงค์ของการสร้างปราสาทนี้เพื่อให้ผสานกลมกลืนไปกับธรรมชาติอันงดงามรอบด้าน ปกติการสร้างปราสาทจะต้องมีสวนที่สวยงามเป็นบริเวณกว้าง มีการสร้างบ่อน้ำพุในสวน แต่นอยชวานสไตน์ไม่จำเป็นต้องมีสวน เพราะมีธรรมชาติอันน่าอัศจรรย์รายล้อมอยู่แล้ว ไม่ต้องมีน้ำพุเพราะมีน้ำตกทางธรรมชาติอยู่ใกล้ ๆปราสาทนี้สร้างขึ้นโดยพระเจ้าลุดวิกที่ 2 แห่งรัฐบาวาเรีย (มีพระชนม์ชีพระหว่าง 25 สิงหาคม พ.ศ. 2388 – 13 มิถุนายน พ.ศ. 2429) ในสมัยนั้นเยอรมันยังไม่ได้รวมกันเป็นประเทศอย่างในปัจจุบัน แคว้นเล็กๆต่างปกครองกันเอง มีกษัตริย์ของตัวเอง กษัตริย์ลุดวิกทรงขึ้นครองราชย์ตั้งแต่พระชนมายุเพียง 18 ชันษา เป็นกษัตริย์อารมณ์ศิลป์…

แอตแลนติส อาณาจักรที่สาบสูญ

แอตแลนติส (Atlantis) คืออาณาจักรโบราณที่อยู่ในความทรงจำของคนทั้งโลก ซึ่งผู้ที่สร้างตำนานอาณาจักรลึกลับนี้ คือ เพลโต นักปรัชญาชาวกรีกโบราณที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อแนวคิดตะวันตก กล่าวกันว่าอาณาจักรแอตแลนติส เป็นทวีป ๆ หนึ่งที่อยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นที่อยู่อาศัยของพลเมืองผู้ทรงคุณธรรมและเทคโนโลยีที่สูงส่ง กำแพงเมืองเป็นทองคำและวิหารสร้างด้วยเงิน มีอุทยานหย่อนใจและสนามแข่งม้า ทว่ามันถูกทำลายพังพินาศด้วยความพิโรธของเทพเจ้าผู้เนรมิตรมันขึ้นมา ที่มาของเรื่องแอตแลนติส คือ ข้อเขียนในรูปของบทสนทนาสองเรื่อง โดยพลาโต ( Plato : 427 ก่อน ค.ศ. – 347 ก่อน ค.ศ.) เรื่องหนึ่ง ชื่อ Timaeus อีกเรื่องหนึ่ง ชื่อ Critias ซึ่งสำหรับวงการวิทยาศาสตร์โดยทั่วไป เชื่อว่า แอตแลนติส เป็นเรื่องเล่าในรูปของนิยายวิทยาศาสตร์ มิใช่เรื่องจริง แต่คนเป็นจำนวนมากก็เชื่อว่า อาจจะเป็นเรื่องจริง และได้มีความพยายามค้นหาแอตแลนติสกันเรื่อยมา โดยพยายามตีความหมายตำแหน่งของแอตแลนติสว่า อยู่ที่ไหนกันแน่ เพราะพลาโต ระบุว่า แอตแลนติสได้ล่มจมหายไปแล้วในทะเล อยู่ห่างจาก “Pillars of Hercules” ( เสาหินเฮอร์คิวลีส ) ออกไป…

สิ่งมีชีวิตลึกลับใต้ทะเลลึก

ปลาปีศาจดำ (Black Seadevil) เจ้าปลาสายพันธุ์นี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Angler Fish แต่ถึงกระนั้นมันกลับถูกขนานนามว่าเป็นปลาปีศาจดำ ทำไมน่ะหรือ ก็ดูรูปลักษณ์ของมันสิ น่ากลัวราวปีศาจซะขนาดนี้ ไหนจะมีฟันแหลมคม ใบหน้าดุร้ายด้วยอีก นอกจากนี้ มันยังเป็นปลานักล่อเหยื่อเสียด้วย โดยบนหัวของมันมีอวัยวะที่มีลักษณะเป็นแท่งยาว ๆ เปล่งแสงได้ เอาไว้ล่อเหยื่อมาติดกับโดยเฉพาะ  ปลาปีศาจดำ อาศัยอยู่ในทะเลลึกราว 500 เมตร และแม้ว่าเราจะเห็นปลาตัวนี้ชัดจนจินตนาการว่ามันมีขนาดใหญ่ แต่จริง ๆ แล้ว เจ้าปลาตัวที่เห็นอยู่นี้มีขนาดความยาวลำตัวแค่ 3.5 นิ้วเท่านั้น ส่วนรายละเอียดของปลาสายพันธุ์นี้นักวิจัยยังไม่สามารถศึกษาได้มากเท่าไร แต่นักวิจัยเผยว่าปลาปีศาจดำตัวผู้จะมีอายุสั้นกว่าตัวเมียและตัวเล็กกว่า ตัวผู้จึงทำตัวเป็น “ชาวเกาะ” ที่เกาะตัวเมียอย่างกับเป็นปรสิต ถ้าไม่มีตัวเมียให้เกาะแล้ว มันถึงขั้นจมน้ำเลยทีเดียว ปลาหัวใส ( barreleye fish ) ด้วยหัวปลาพันธ์นี้ที่คล้ายกับ ส่วนช่องคนขับเครื่องบินรบ ( fighter-plane cockpit ) ปลาบาร์เริลอายแปซิฟิก (Pacific barreleye fish) หรือ (Macropinna microstoma)เป็น ปลาน้ำลึก…

ตำนานของแม่มด

ที่มาของ แม่มด คำว่าแม่มด หรือ witch แผลงมาจากคำว่า wit ในภาษาแองโกลแซกซอนหมายถึงหยั่งรู้ ต้องการรู้ดังนั้นแม่มดจึงหมายถึงพวกที่ต้องการหาความรู้(ในศาสตร์ลึกลับเหนือธรรมชาติ)ส่วนพ่อมดทีเรียกว่า Wizard แปลว่าผู้วิเศษ ตำนานพ่อมดแม่มดไปไกลถึงสมัยดึกดำบรรพ์ โดยเฉพาะสมัยกรีกโบราณซึ่งเป็นยุ8ที่เต็มไปด้วยเทพย์นิยาย ในสมัยนั้นฐานะของพ่อมดแม่มด เป็นผู้ได้รับการนับถือ โดยยกย่องเป็นผู้ที่ให้ความรู้, หมอรักษาโรค, ที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์หรือบางครั้งก็เป็นสื่อกลางกับเทพเจ้า  จนต่อมาภาพพจน์ได้ตกต่ำลงผ่านมาหลายทศวรรษความคิดก็เริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวโดยเฉพาะเมื่อฮอเรช กวีชาวโรมัน เขียนถึงแม่มด2 ตน ชื่อคาดิเนีย และซากาน่าซึ่งฮอเรชได้บรรยายไว้ว่า เป็นหญิงชราที่น่าเกลียดน่ากลัว ฟัน ยื่น คางงุ้ม ใบหน้าขาวซีด ผมสกปรกยุ่งเหยิง ไม่สวมรองเท้า กำลังเก็บสมุนไพรอยู่ในป่าช้า และฉีกเนื้อลูกแกะออกเป็นชิ้นๆด้วยมือเปล่าพวกเธอทำคุณไสย ด้วยการเอาเทียนมาปั้นเป็นรูปของเหยื่อและวิงวอนให้เทพธิดาแห่งนรก และนางปีศาจที่มีผมเป็นงูมาทำร้ายศัตรูของนางทั้งสองจากนั้นงูและสุนัขนรกจำนวนมากก็ปรากฎตัวขึ้น ภูติผีปีศาจส่งเสียงโหยหวนรูปปั้นขี้ผึ้งถูกโยนไปในกองไฟ ไฟลุกโชน ภาคลักษณ์จึงเป็นสิ่งที่ติดใจทุกคนจนทุกวันนี้นั่นเอง กิจกรรมของแม่มด บางคนเชื่อว่า แม่มดเป็นพวกนอกรีต และเป็นสาวกแห่งซาตานว่ากันว่า แม่มด จะถวายเครื่องเซ่นซาตาน ด้วยคางคก แล้วซาตานจะใช้เล็บสักยันต์ให้ตรงหว่างคิ้ว เพื่อเป็นเครื่องหมายได้เป็นแม่มดแล้วหญิงนั้นจะถือเทียนดำพร้อมกับเตะและกระทืบไม้กางเขน จากนั้นจะเต้นรำกับบริวารที่เป็นแพะสีดำไปกับบทเพลงปิศาจ และกินคางคกต้ม งานเลี้ยงจะดำเนินไปจนรุ่งเช้า พอไก่ขันพวกปิศาจก็จะหายวับไปว่ากันว่าแม่มดสามารถแปลงกายได้หลายอย่าง ทั้งคางคก งูพิษ หมาป่ากินคน แมว และสัตว์ร้ายอีกมากมาย…

ป่าอาถรรพ์จากทั่วโลก

ป่าฟรีทาวน์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา (Freetown State Forest) ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นป่าธรรมดาทั่วไป แต่เมื่อก้าวเท้าเข้ามาเยือนที่ป่าฟรีทาวน์แห่งนี้แล้ว คุณจะได้สัมผัสประสบการณ์สยองจากบรรดาวิญญาณแค้นของชนเผ่าวามพาน็อกโบราณผู้ล่วงลับ ที่เชื่อกันว่าเคยเป็นชนเผ่าผู้ปกครองผืนป่าแห่งนี้  พวกเขายังวนเวียนหลอกหลอนผู้คนอยู่ในป่าจวบจนปัจจุบัน นอกจากนั้น ยังมีรายงานคดีฆาตกรรมอีกหลายครั้ง โดยเชื่อกันว่า คดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นภายในป่าแห่งนี้ เป็นการบูชายัญปิศาจของลัทธิบูชาซาตาน มีการพบสัญลักษณ์ดาว 5 แฉกบนพื้น และไม่ทราบว่าใครเป็นผู้เขียน นอกจากนี้ยังมีรายงานการค้นพบจานบิน บิ๊กฟุต สัตว์ประหลาด ยักษ์ และสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติอีกมากมาย เพราะป่าแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ สามเหลี่ยมบริดจ์วอเตอร์ อันโด่งดังและขึ้นชื่อในเรื่องสิ่งลี้ลับพอ ๆ กับสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเลยทีเดียว ป่าโฮยาบาชู เมืองทรานซิลเวเนีย ประเทศโรมาเนีย (Hoia Baciu Forest) ป่าฮอยา ป่าแห่งหนึ่ง ใกล้กับเมืองคลูช-นาโปกา ในภูมิภาคทรานซิลเวเนีย ประเทศโรมาเนีย เป็นป่าที่มีเนื้อที่ประมาณ 295 เฮกเตอร์ (729.0 เอเคอร์ หรือ 3 ตารางกิโลเมตร) โดยเป็นป่าที่ได้ชื่อว่าลึกลับและเต็มไปด้วยเรื่องราวเหนือธรรมชาติไม่สามารถหาคำอธิบายได้ จนได้ชื่อว่า “สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาทรานซิลเวเนีย” หรือ “สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาโรมาเนีย”…

ดอพเพลแกงเกอร์ คู่เหมือนแห่งความตาย ใครๆก็มี

ดอพเพลแกงเกอร์ (Doppelganger) doppel มีความหมายเดียวกับคำว่า double ในภาษาอังกฤษหรือแปลได้ว่า “ซ้ำสอง” ส่วนคำว่า gänger หมายถึง “goer” มีคำเรียกอีกอย่างว่า evil twin (แฝดปีศาจ) หรือ bilocation (การปรากฏตนในสองสถานที่) ซึ่งมีที่มาจากเรื่องเล่าขานพื้นบ้านของเยอรมัน โดยทั่วไปแล้วดอพเพลแกงเกอร์ถือเป็นสัญญาณแห่งความโชคร้าย ความเจ็บป่วยหรือภยันตราย จะเกิดขึ้นหากเพื่อนฝูงหรือเครือญาติได้พบเห็น ขณะที่พบเห็นดอพเพลแกงเกอร์ของตนจะนำมาซึ่งความตาย ตามเรื่องราวที่เล่าขานกันมา ดอพเพลแกงเกอร์ไม่ใช่เงาธรรมดาที่เกิดจากแสงแดดหรือแสงอื่นใดที่ฉายมาถูกตัว แต่เป็นภูตเงาที่ไม่มีใครมองเห็น ไม่สะท้อนในกระจกเงาหรือพื้นผิวทำนองเดียวกัน นอกจากเจ้าของเงาเองที่รู้สึกว่ามีมันอยู่ ดอพเพลแกงเกอร์จะยืนอยู่ข้างหลังของเจ้าตลอดเวลา มันมีความว่องไวในการหลบหลีกสูง จนแม้หันหน้าเร็วยังไงก็ไม่ทันมัน นอกจากนี้มันยังเลียนแบบทำทุกอย่างตามเจ้าของ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงสีหน้า การเลียนเสียง ซึ่งมันจะพูดออกมาพร้อมกับเจ้าของเอง เสียงของมันคล้ายกับเจ้าของจนดูดกลืนเข้าไปด้วยกัน ฝรั่งเขากล่าวไว้ว่า ดอพเพลแกงเกอร์ คือสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมาเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ไม่ให้รู้สึกโดดเดี่ยวมากเกินไป เพราะเงานี้พร้อมจะเป็นเพื่อนที่ดี ฟังสิ่งที่คุณพูดทุกถ้อยคำ แม้ว่าคำถูดเหล่านั้นจะเป็นคำพูดที่ไม่มีใครอยากฟัง ตอบคำถามที่อาจจะไม่มีใครอยากตอบ ด้วยการสร้างรอยพิมพ์คำเหล่านั้นไว้ในจิตของคุณหรือด้วยวิธีการซึมเข้าสู่ทางร่างกายด้วยวิธีอย่างใดอย่างหนึ่ง ยกตัวอย่างง่ายๆ เคยสังเกตไหมว่าบางครั้งเราสามารถหนีอันตรายบางอย่างมาได้ชนิดฉิวเฉียดแค่เส้นยาแดงเดียว ฝรั่งอธิบายเรื่องอย่างนี้ว่าเป็นเพราะดอพเพลแกงเกอร์พุ่งออกไปเร็วกว่าและหยุดยั้งเราไว้ได้ทันท่วงที หมากับแมวมีสัญชาตญาณที่ทำให้เห็นเงาที่เป็นรูปร่างของเรา เพราะเหตุนี้อย่าแปลกใจเลยถ้าแมวที่คุณเลี้ยงเกิดตาวาวมองข้ามไหล่คุณไปข้างหลังยังกับมีใครหรืออะไรอย่างหนึ่งอยู่ตรงนั้น หรือหมาที่คุณเลี้ยงไว้เกิดลุกขึ้นมาเห่าไล่หลังคุณอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย Doppelganger ว่ากันว่ามันคือภูติประจำตัวเราเองครับและว่ากันว่าจะอยู่ข้างหลังเจ้าของร่างตลอดแต่นั้นมีความเร็วมากในระดับความเร็วแสงเลยทีเดียว ต่อให้หันหลังเร็วขนาดไหนก็ไม่เห็น ผู้ที่โดนติดตามจะแทบไม่รู้ตัวถึงการมีอยู่ของมัน โดยมันจะทำทุกอย่างให้เงียบซะจนไม่มีเสียงเลย…

ข้อเขียนวอยนิชหนังสือ ที่ลึกลับที่สุดในโลก

Voynich manuscript เป็นหนังสือ ที่ลึกลับที่สุดในโลก เนื่องจากภาษาที่ใช้ได้มีการเข้ารหัส ที่ยังไม่สามารถถอดความได้ มันถูกเขียนด้วยปากกาขนนก มีขนาด 6 x 9 นิ้ว หนา 11/2นิ้ว มีอยู่ 240 หน้า แต่บางหน้าขาดหายไป ปกสมุดทำจากหนังลูกวัวสีครีม ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน ชื่อเรื่องหรือปีที่เขียนใด ถูกเก็บรักษาอยู่ที่ห้องสมุดเบนเนคเก้ (Beinecke Rare Bood & Manuscript Library) ภายในเล่มประกอบไปด้วย ทั้งภาพและอักษรในสมุดมีความเฉพาะ เป็นตัวอักษรที่ไม่เคยพบเห็นในที่ใด ๆ ในโลกมาก่อนและ แทบทุกหน้ามีวาดภาพประกอบ มีทั้ง พืชพันธุ์ แปลก ๆ ภาพผู้หญิงเปลือย เชื่อมด้วยท่อที่ดูคล้ายเส้นโลหิต มีภาพคล้ายแผนผังเกี่ยวกับดาราศาสตร์ ที่มองจากกล้องโทรทัศน์ และภาพคล้ายเซลล์ สิ่งมีชีวิตที่มองผ่านกล้องจุลทรรศน์ Voynich manuscript ถูกบันทึกออกได้เป็น 5 ส่วนคือ   ส่วน พฤกษศาสตร์ มีสาระประมาณ ครึ่งหนึ่งของสมุด ราว…

เอกภพคู่ขนาน Parallel Universes

Parallel World หรือ โลกคู่ขนานนั้น บางคนอาจจะสงสัยว่ามันมีจริงรึเปล่า ปัจจุบันมีทฤษฏีทางฟิสิกส์ที่บอกถึงความเป็นไปได้ที่จะมีโลกคู่ขนนานโดยจะแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆคือ 1.Quantum parallel universe ซึ่งเสนอขึ้นเพื่อที่จะแก้ปัญหาทฤษฎีของควอนตัม จะกล่าวถึงโลกคู่ขนานอื่นๆที่มีกฎทางฟิสิกส์และค่าคงที่ต่างๆเหมือนที่เราอยู่ แต่จะอยู่ในสถานะที่ต่างกัน ไม่สามารถติต่อกันได้ แต่จะมีความสัมพันธ์กัน และความสัมพันธ์จะสิ้นสุดเมื่อมีการเลือกทางใดทางหนึ่งขึ้น จากนั้นจะไม่สัมพันกันอีกเลย ประมาณเดินไปที่แยกด้วยกันแต่พอเราเลี้ยวซ้ายแล้วเค้าเลี้ยวขวาก็จะเดินไปคนละทาง แนวคิดของ Everett นี้รู้จักกันในชื่อ Many-worlds interpretation of Quantum Mechanics ซึ่งกล่าวว่าอาจจะมีเอกภพอื่นๆ ซึ่งมี กฎทางฟิสิกส์ และ ค่าคงที่ต่างๆเหมือนกับเอกภพที่เราอยู่ทุกประการ แต่อาจจะอยู่ในสถานะที่ต่างกัน และ เอกภพคู่ขนานเหล่านี้ไม่สามารถที่จะติดต่อกันได้ ในโลกของควอนตัมซึ่งเป็นโลกของความน่าจะเป็น สถานะที่ต่างกันออกไป ในแต่ละเอกภพจะสัมพันธกัน โดยกระบวนการทางควอนตัมที่เรียกว่า Quantum superposition และ ความสัมพันธ์นี้จะสิ้นสุดลง เมื่อมีการเลือกทางใดทางหนึ่งของความน่าจะเป็นนั้น ซึ่งหลังจากที่มีการเลือกเกิดขึ้นแล้ว เอกภพคู่ขนานทั้งสองจะไม่สัมพันธ์กันอีกเลย ตัวอย่างของเอกภพคู่ขนานควอนตัมอาจจะอธิบายได้โดย สมมุติว่าเราซื้อฉลากรัฐบาล ก่อนที่จะประกาศผลรางวัล มีความเป็นไปได้อยู่ 2 ทางคือ หนึ่งเราถูกรางวัล และ สองเราถูกกิน…

The Time Traveler นักท่องกาลเวลา

การเดินทางข้ามเวลา (อังกฤษ: time travel) เป็นแนวคิดเรื่องการเคลื่อนที่ (ที่มักจะทำให้เกิดขึ้นโดยฝีมือของมนุษย์) ระหว่างจุด 2 จุดที่มีความแตกต่างกันในห้วงเวลา หรือ ระหว่างห้วงเวลาหนึ่งไปยังอีกห้วงเวลาหนึ่ง ในลักษณะที่คล้ายคลึงกับการเคลื่อนที่ระหว่างจุด 2 จุดที่มีความแตกต่างกันในพื้นที่ หรือ ปริภูมิ (space) ในลักษณะย้อนสู่อดีตหรือมุ่งสู่อนาคต โดยไม่จำต้องประเชิญห้วงเวลาที่คั่นระหว่างจุดเริ่มต้นกับจุดหมายปลายทาง ซึ่งอาจอาศัยเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่เรียกกันว่า “จักรกลข้ามเวลา” (time machine) ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดในนิยายหรือสมมุติฐานก็ตาม แม้การเดินทางข้ามเวลาได้เป็นหัวเรื่องยอดนิยมในบันเทิงคดีแนววิทยาศาสตร์ (science fiction) มาแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และมีทฤษฎีมากหลายว่าด้วยวิธีเดินทางข้ามเวลา ทว่า บัดนี้ ตามกฎแห่งฟิสิกส์แล้วยังไม่ปรากฏว่ามีหนทางช่วยย้อนอดีตหรือลัดสู่อนาคตแต่ประการใด การเดินทางข้ามเวลาเป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับในทางปรัชญาและในนิยายแต่ก็มีการยอมรับสนับสนุนที่จำกัดมากในทางฟิสิกส์ทฤษฎีที่มักจะใช้ร่วมกับกลศาสตร์ควอนตัมหรือทฤษฎีสะพานไอน์สไตน์–โรเซน (Einstein–Rosen bridge) เมื่อไม่นานมานี้ ทางพิพิธภัณฑ์ของแคนาดา ได้จัดงานแสดงภาพออนไลน์ แล้วมีคนตาดีไปเห็นภาพนึงที่ชื่อว่า “reopening of the South Fork Bridge in the early 1940s in Gold Bridge” ในภาพเค้าสังเกตุเห็นคนคนหนึ่ง แต่งตัวประหลาดกว่าคนอื่น…

ปรากฏการณ์พิศวง เดจาวู

คำว่าเดจาวูได้บันทึกขึ้นมาจากนักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศส Emile Boirac (1851–1917) ในหนังสือ L’Avenir des sciences psychiques (แปลว่า อนาคตของวิทยาศาสตร์จิตวิทยา) อาการเดจาวูคือรู้สึกว่าเหตุการณ์นั้นเคยพบมาแล้ว ทั้งๆที่เพิ่งพบครั้งแรก โดยเราอาจจะคิดว่าเราเพ้อฝันไป มนุษย์ในบางครั้งมีความรู้สึกว่า ตนเองเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว แต่จำไม่ได้ว่าในฝันหรือในอดีต เช่น ไปเที่ยวต่างจังหวัดที่ไม่เคยไปมาก่อน เดินไปยืนที่ระเบียงแล้วรู้สึก ตนเองคุ้นกับระเบียงนี้ มุมนี้ และการยืนแบบนี้.. บางคนรู้สึกว่าตนนั่งรถทัวร์กลับต่างจังหวัดตอนดึก ระหว่างทางเห็นอุบัติเหตุข้างทาง แล้วก็ผ่านไป สักพักก็เห็นอีก เห็นอยู่เรื่อย ที่สำคัญเป็นรถคันเดิม คนเดิม บางทีกำลังหันมามองเขาด้วย โดนที่ไม่ใช่ฝันแน่นอน พอรู้สึกตัวอีกที รถจอด ปรากฏว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเหมือนที่เคยเห็น เดจาวูไม่เหมือนฝัน มันเกิดได้แม้กระทั่งในเวลาตื่น เดจาวู เป็นประสบการณ์ทางจิต ที่เกิดได้กับทุกคน และทุกเวลา อาจเป็นอดีตชาติ อาจเป็นโลกคู่ขนาน อาจเป็นพลังจิต หรืออาจเป็นแค่ภาพลวงตาทางสมอง ตัวอย่างเหตุการณ์ อับบราฮับ ลินคอร์น ก็เคยเห็นเดจาวู เขาเห็นว่าตนจะโดนลอบสังหารและไม่มีใครหยุดได้ ก่อนนอนเขาได้กล่าวอำลากับทหารที่รักษาการนอกห้องประธานาธิบดีว่า ลาก่อนเราคงไม่ได้เจอคุณอีกแล้ว หลังจากนั้น เขาก็โดนลอบยิงเข้าที่หน้าอกเสียชีวิตทันที บางคนรู้สึกว่าตนนั่งรถทัวร์กลับต่างจังหวัดตอนดึก…

ดาวลึกลับ ที่พัก“มนุษย์ต่างดาว”

ปริศนาดาวลึกลับ KIC 48462852 ที่อยู่ห่างจากโลกมนุษย์ของเราประมาณ 1,500 ปีแสง ตอนนี้กำลังกลายเป็นประเด็นถกเถียงในวงการวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีการผันผวนของแสงที่ผิดปกติจนทำให้เรานักวิทยาศาสตร์ออกมาแสดงความคิดเห็นกันต่างๆนานาว่า อาจจะมีอารยธรรมมนุษย์ต่างดาวอยู่ที่นั่นก็เป็นได้ เรื่องราวของมนุษย์ต่างดาวและดาวลึกลับได้กลายเป็นประเด็นถกเถียงที่สำคัญของนักวิทยาศาสตร์ เมื่อล่าสุด พบว่าดาวดวงนี้มีการผันผวนแสงที่ผิดปกติ ทำให้เหล่าบรรดานักวิทยาศาสตร์ต่างคาดการณ์ไปต่างๆนานา ถึงเพื่อนบ้านร่วมจักรวาลอย่างมนุษย์ต่างดาว นักวิทยาศาสตร์จากสำนักงานอวกาศของสหรัฐฯ สตีป ฮาวเวลล์ ปัจจุบันได้ทำงานอยู่ในทีมตามล่าหาดาวเคราะห์ที่อาจมีสิ่งมีชีวิตคล้ายกับโลกด้วยการค้นหาจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศแคปเลอร์ที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งเขาได้ออกมาเผยว่าดาดาว KIC 8462852 ว่าปัจจุบันมีแนวโค้งของเส้นที่แปลกประหลาดไปจากเดิม ซึ่งดูแล้วไม่เหมือนกับแนวของแสงของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะหรือดาวคู่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นฮาวเวลล์ ยังไม่สามารถการันตีได้ว่าบนดาวดวงนั้นมีมนุษย์ต่างดาวจริงหรือไม่ เพราะอาจเป็นการสรุปที่เร็วเกินไป ควรมีเหตุและผลมากกว่านี้ ที่สอดคล้องกันจนสามารถการันตีและยืนยันได้ว่าบนดาวดวงนั้นมีสิ่งมีชีวิตลึกลับอยู่จริง   จากการรายงานของโบยาเจียนที่สำรวจความเป็นไปได้หลากหลายทางธรรมชาติ เช่น ความผิดพลาดของกล้องแคบเลยอ่ะการกรอกกลุ่มซ้อนกันของดาวเคราะห์น้อยหรือการชนกระแทกที่ทำให้เกิดเศษชิ้นส่วนดาวหางในอวกาศที่เป็นบริเวณกว้าง ได้เผยกับนิตยสารดิ แอตแลนติก ว่า “ดาวเคไอซี 8462852 ดวงนี้มีความแตกประหลาดเป็นอย่างมาก จากการสังเกตของแคปเลอร์เผยให้เห็นดาวเคราะห์หรือดวงดาวที่อยู่ห่างไกลด้วยการสังเกตทางผ่านหรือแสงมัวสลัว เมื่อดาวดวงหนึ่งเคลื่อนที่ผ่านหน้าดาวดวงนี้ จะเกิดเป็นแสงประกายประหลาดขึ้นจากดาวดังกล่าว จากร้อยละ 15-22 ในช่วงเวลาที่ผิดปกติ ถ้าหากดาวดวงนี้มีขนาดใกล้เคียงกับดาวพฤหัสบดีที่เป็นดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะนั้น ซึ่งปกติแล้วแสงจากดาวพฤหัสบดีจะสลัวเพียงแค่ร้อยละ 1 เท่านั้น ในช่วงที่ถูกดาวอีกดวงเคลื่อนผ่าน ระหว่างมันกับกล้องเคปเลอร์ โดยรายงานเรื่องนี้ ถูกตีพิมพ์ลงในวารสารวิทยาศาสตร์ Monthly Notices…