ป่าอาถรรพ์จากทั่วโลก

ป่าฟรีทาวน์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา (Freetown State Forest)

a0d5516661f3cc6004e671ff4970ac39.jpg

ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นป่าธรรมดาทั่วไป แต่เมื่อก้าวเท้าเข้ามาเยือนที่ป่าฟรีทาวน์แห่งนี้แล้ว คุณจะได้สัมผัสประสบการณ์สยองจากบรรดาวิญญาณแค้นของชนเผ่าวามพาน็อกโบราณผู้ล่วงลับ ที่เชื่อกันว่าเคยเป็นชนเผ่าผู้ปกครองผืนป่าแห่งนี้ พวกเขายังวนเวียนหลอกหลอนผู้คนอยู่ในป่าจวบจนปัจจุบัน

นอกจากนั้น ยังมีรายงานคดีฆาตกรรมอีกหลายครั้ง โดยเชื่อกันว่า คดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นภายในป่าแห่งนี้ เป็นการบูชายัญปิศาจของลัทธิบูชาซาตาน มีการพบสัญลักษณ์ดาว 5 แฉกบนพื้น และไม่ทราบว่าใครเป็นผู้เขียน

นอกจากนี้ยังมีรายงานการค้นพบจานบิน บิ๊กฟุต สัตว์ประหลาด ยักษ์ และสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติอีกมากมาย เพราะป่าแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ สามเหลี่ยมบริดจ์วอเตอร์ อันโด่งดังและขึ้นชื่อในเรื่องสิ่งลี้ลับพอ ๆ กับสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเลยทีเดียว

ป่าโฮยาบาชู เมืองทรานซิลเวเนีย ประเทศโรมาเนีย (Hoia Baciu Forest)

hoia-forest-the-5-freakiest-places-on-earth.jpeg

ป่าฮอยา ป่าแห่งหนึ่ง ใกล้กับเมืองคลูช-นาโปกา ในภูมิภาคทรานซิลเวเนีย ประเทศโรมาเนีย เป็นป่าที่มีเนื้อที่ประมาณ 295 เฮกเตอร์ (729.0 เอเคอร์ หรือ 3 ตารางกิโลเมตร) โดยเป็นป่าที่ได้ชื่อว่าลึกลับและเต็มไปด้วยเรื่องราวเหนือธรรมชาติไม่สามารถหาคำอธิบายได้ จนได้ชื่อว่า “สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาทรานซิลเวเนีย” หรือ “สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาโรมาเนีย”

ใจกลางของป่าจะมีพื้นที่เป็นวงกลม เห็นได้ชัดจากบนท้องฟ้า ซึ่งวงกลมตรงนี้ไม่มีต้นไม้ใด ๆ ขึ้นอยู่เลยเป็นที่น่าประหลาด โดยไม่มีใครทราบเหตุผล และเมื่อถ่ายภาพด้วยกล้องจับความร้อนจากบนอากาศ ก็เห็นความร้อนที่ชัดเจนจากที่นี่ ผิดกับพื้นที่ป่าโดยรอบ และพื้นที่วงกลมนี้เป็นสถานที่ ๆ มีรายงานเรื่องลึกลับมากที่สุดในป่า เช่น แสงไฟประหลาดที่มักปรากฏขึ้น หรือพลังงานลึกลับที่ไม่มีใครอธิบายได้ มีบางคนได้เข้าไปในพื้นที่แห่งนี้และเล่าว่าตัวเขาถูกอะไรบางอย่างผลักดันให้กระเด็นไปไกลราว 2–4 เมตร ซึ่งชาวพื้นถิ่นที่อาศัยอยู่แถบนี้ต่างหวาดกลัวและไม่มีใครกล้าเข้าไปในป่านี้ มีผู้หญิงคนหนึ่งเล่าว่า ในสมัยที่เธอยังเด็ก มีผู้ชายกลุ่มหนึ่งได้เข้าไปในป่า ที่สุดก็หายไป ก่อนที่ถูกพบว่าทั้งหมดได้แขวนคอตาย แต่ผู้ที่อาศัยอยู่แถบนี้เชื่อว่าเป็นเพราะถูกอำนาจของผีหรือปิศาจที่สิงอยู่ในป่าบังคับให้พวกเขาทำเช่นนั้น

ในช่วงทศวรรษที่ 60 ศาสตราจารย์ อเล็กซานดรู ซิฟต์ นักวิชาการด้านชีววิทยาได้ลงพื้นที่สำรวจและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับป่าแห่งนี้ โดยได้ศึกษาถึงปรากฏการณ์แสงและพลังแม่เหล็กที่เกิดขึ้นที่นี่ โดยได้หลักฐานเป็นภาพถ่ายจำนวนมาก โดยเชื่อว่าอาจเชื่อมโยงกับยูเอฟโอ หรือสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากนอกโลก และได้รับความสนใจและศึกษามากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 70 แต่หลังจากซิฟต์เสียชีวิตไปในปี ค.ศ. 1993 หลักฐานทั้งหมดก็หายไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันป่าฮอยาก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งสำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องแปลก ๆ โดยมีหลักฐานเพียงเล็กน้อยที่ก่อให้เกิดความคลางแคลงเหล่านี้ทำให้จุดสนใจในแง่ของความบันเทิง

ป่าอาโอกิกาฮาระ ภูเขาไฟฟูจิ ประเทศญี่ปุ่น (Aokigahara Forest)

aokigaharajacket.jpg

ป่าอาโอกิกาฮาระ เป็นผืนป่าพื้นที่ราว 35 ตารางกิโลเมตรที่ทอดตัวอยู่บริเวณเชิงภูเขาไฟฟูจิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหากมองเผิน ๆ แล้วก็เป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ผืนหนึ่ง แต่ใครเลยจะเชื่อว่าป่าแห่งนี้มีผู้มาฆ่าตัวตายเฉลี่ยปีละ 100 คน !!!
ปรากฏการณ์ฆ่าตัวตายนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อนักเขียนเซโช มัตสึโมโต ได้เขียนนิยายเรื่อง คุโรอิ ไคจู ขึ้นมา และใช้ป่าแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ตัวละคร 2 ตัวมาฆ่าตัวตาย หลังจากนั้นมาก็มีคนแห่มาฆ่าตัวตายในป่าแห่งนี้อยู่บ่อย ๆ จนต้องมีการติดป้ายเตือนใจประเภท “ชีวิตมีค่า โปรดคิดอีกครั้ง” หรือ “คิดถึงครอบครัวก่อนจะทำอะไรลงไป” เลยทีเดียว
มีการรายงานจากนักท่องเที่ยวว่าได้พบเห็นสิ่งเหนือธรรมชาติในป่าแห่งนี้บ่อยครั้ง คาดว่าน่าจะเป็นวิญญาณของเหล่าผู้ที่มาฆ่าตัวตายก่อนเวลาอันควร นอกจากนี้บรรดานักท่องเที่ยวยังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ที่ป่าแห่งนี้มีบรรยากาศอึดอัด วังเวง และชวนขนลุกอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้จะเป็นตอนกลางวันแสก ๆ ก็ตาม

isla de las munecasเกาะตุ๊กตา

la-isla-de-las-munecas-en-mexico-640x400.jpg

เรื่องเล่า..ตำนานเกาะตุ๊กตา มนต์ดำ ในประเทศเม็กซิโก เกาะตุ๊กตาสถานที่ท่องเที่ยว แห่งหนึ่งในโลก
ที่มีชื่อ “La Isla de la Munecas” ในภาษาสเปนที่ หมายถึง เกาะตุ๊กตา หรืออีกหนึ่งความหมายคือ
โลกที่เต็มไปด้วยความสวยงามดั่งนิรันดร เกาะตุ๊กตา นี้อยู่ในประเทศ แม็กซิโก

แต่ในความเป็นจริงว่าในพื้นที่ภายในเกาะนั้นตรงข้ามกับชื่อเรียกขานและทำให้ ช็อคความรู้สึกที่รุนแรง
แก่ผู้ไปเยือนอย่างมาก เมื่อพบตุ๊กตารูปร่างหน้าตาน่าเกลียดห้อย แขวนตามต้นไม้ และกิ่ง ทุกๆต้น

มีนักพรต ฤาษี ชื่อว่า Don Julian Santana ฤาษีผู้นี้ละทิ้งทางโลกและครอบครัวของเขาเดินทาง
ไปอยู่ที่ไปอยู่เกาะนี้ 50 ปี ที่เขาใช้ชีวิตอยู่บน เกาะ La Isla de la Munecas” เขียนบันทึกตำนานแห่งเกาะนี้ว่า
ได้มีเด็กหญิงคนหนึ่งจมน้ำตาย ในคลองที่แอ่งน้ำวน หาศพไม่เจอพออย่างเข้าฤดูร้อน น้ำในแอ่งแห้งหายไป
เหลือตุ๊กตา ที่มีหน้าตาน่ากลัววางอยู่แทน

หลังจากพบตุ๊กตาตัวแรกแล้ว ในบันทึกยังเขียนไว้ว่า มีเหตุการณ์แปลกๆเกิดขึ้นในเกาะ เสียงร้องไห้
เสียงเด็กหญิงร้องเพลง ฤาษีผู้เขียนบันทึกและชาวเกาะ เชื่อกันว่าเป็นเสียงของวิญญาณเด็กหญิงที่จมน้ำตาย
ในแอ่งนั่นเอง เมื่อเสียงเล่าขานถึงความน่ากลัวของวิญญาณ ได้แพร่ออกไป ให้คนภายนอกเกาะได้รับรู้
จึงได้มีการเปิดเกาะ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้พิสูจน์กับเรื่องแปลกนี้ เมื่อมีนักท่องเที่ยวเขามากันมาก
สภาพแวดล้อม ของเกาะก็เสื่อมโทรมลง

เมื่อมีผู้คนมาเยือนมาขึ้น ชาวเกาะบางส่วนก็มีความคิดที่ทำการค้า โดยให้นักท่องเที่ยวนำ ตุ๊กตาเก่า
ที่มีสภาพน่าเกลียด มาแลกเปลี่ยนกับผลไม้และผักพื้นเมือง หรือของที่ระลึกในหมู่บ้าน ชาวเกาะ
เมื่อได้ตุ๊กตามาแล้ว ก็นำไปแขวนไว้ตามต้นไม้ต่าง รอบบริเวณเกาะ แม้กระทั่งชิ้นส่วนของตุ๊กตา
ที่ไม่สมประกอบ นับวันก็มากขึ้นๆ ตามจำนวนผู้คนที่เข้ามาเยือนเกาะเเห่งนี้

เครดิต spokedark.tv

kapook.com

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s